*~* $treet English *~* - แนะนำตัว คนเขียน Blog
posted on 25 Aug 2007 14:11 by streetenglish in General
สวัสดีครับนี่เป็น Blog แรกของผม ซึ่งผมจะเขียนเพื่อสอนภาษาอังกฤษ แต่จะเป็นภาษาอังกฤษไร้ไวยากรณ์ เพราะชื่อ Blog ของผมก็บอกอยู่แล้วว่านี่เป็น "$treet English" หรือ ภาษาอังอังกฤษข้างถนน (หรือใครจะเรียกว่าภาษาอังกฤษข้างทาง ข้างฟุตบาทก็ตามใจ ไม่ว่ากัน
ซึ่งผมจะนำคำแสลง หรือสำนวนภาษาอังกฤษ แบบเด็กแนวๆ สไตล์วัยรุ่นอินเตอร์มั่ว มาสอนกัน และส่วนมากจะเป็นภาษาแบบอเมริกันแต่เนื่องจากนี่เพิ่งเป็น Entry แรกของผม เพราะฉะนั้นจะเป็นแค่ขอแนะนำตัวก่อนละกัน ก่อนอื่น
ผมต้องขอออกตัวก่อนเลยว่า ผมไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษอะไรนัก และไม่ได้มีความรู้อะไรมากในเรื่องที่ตัวเองอาจเขียนเองด้วยซ้ำ ฉะนั้นหากเด็กแนวคนอื่นๆที่เห็นอะไรผิดพลาด หรือขาดตกบกพร่องในเนื้อหาประการใด ก็บอกผมมาได้เลยครับ เพราะผมอยากให้เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้กันและกัน และผมเองอาจจะได้เรียนรู้จากเด็กแนวคนอื่นๆด้วย ผมจะแนนำตัวผมก่อนเลยว่า ก่อนที่จะมาเขียน Blog เป็นของตัวเองนี้ ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ชอบแสวงหาความรู้ภาษาอังกฤษ เข้าหัวเรื่อยๆเหมือนกัน และก็เป็นคนคอยช่วยเหลือตอบปัญหาภาษาอังกฤษ ตามเวบที่สอนภาษาอังกฤษที่อื่นๆ บ่อยๆ
ผมตอนนี้ก็เป็นวันรุ่นคนนึง(ผมจะเรียกผมอย่างนี้ จะทำไมผม อิอิ) เรียกผมว่า ก๋อง ก็ได้ครับ ผมเกิดที่เมืองBoston รัฐ Massachusetts ที่อเมริกา แต่เกิดมาได้ไม่นาน ก็บินมาอยู่และโตที่ไทยเลย ผมเลยไม่ได้ภาษาอังกฤษจากบ้านเกิดเลยซักนิดเดียว อ้าว แล้วภาษาอังกฤษเริ่มมีบทบาทในชีวิตผมตั้งแต่เมื่อไหร่เหรอครับ
มันเริ่มต้นตอนเป็นเด็กประถม นี่หละครับ ผมตอนนั้นเป็นเด็กที่หัวดีเรื่องเลข แต่ไม่ได้สนใจภาษาอังกฤษอะไรเลย แถมเป็นเด็กขี้เกียจไม่ส่งการบ้าน เลยโดนครูด่า แล้วไปฟ้องแม่เราตอนมีวันพบผู้ปกครอง ทำให้แม่ขายหน้ามากเลยครับ แม่เลยจับมาสอนติวสอบภาษาอังกฤษครั้งแรกตอนนั้นด้วยตัวเองเลย เพราะเป็นวิชาเดียวที่แม่จะสอนให้ได้ รวมทั้งการออกเสียงที่ชัดเจนตั้งแต่เด็ก ที่แม่ให้ผมให้ลองหัดอ่านออกเสียงให้ฟัง เช่นออกเสียง ที่คนไทยหลายคนยังออกไม่เป็น แต่ผมว่าไม่ยากอะไรเลย ในตอนนั้น เวลาสอบเด็กประถม จะแบ่งเป็นจุดประสงค์ที่ อะไรประมาณนี้ ซึ่งเวลาสอบเสร็จ เด็กนักเรียนคนไหนตกจุดประสงค์ไหนก็ต้องสอบซ่อมตัวนั้น ซึ่งเป็นธรรมดาครับที่ผมจะต้องมีตกหลายอตัวบ้าง แต่พอแม่จับมาติวเพียงไม่กี่วันนั้นแหละครับ (มีหัวข้อนึงที่จำได้ในตอนนั้นเลย คือเรื่องการบอกเวลาแบบ แม่ผมเอาให้ผมเข้าใจได้ภายในคืนเดียวเลยครับ ซึ่งพอผลสอบออกมา ตอนที่ครูประจำวิชาอังกฤษ ประกาศว่าแต่ละคนตกจุดประสงค์ไหนกันบ้าง และในห้องจากทั้งหมดเกือบ มีเพียงสองคนที่ไม่ตกเลยซักจุดประสงค์ แต่ก็ไม่มีอะไรน่าแปลกใจเพราะเป็นเด็กพวกท้อปๆห้องอยู่ แล้ว และพอมาถึงชื่อผมครับ ครูประกาศขึ้นว่าไม่ตกเลย เสียงโอ้โห อู้หู นี้ดังกันพร้อมเพรียงทั่วห้องเลยครับ ผมจำภาพในตอนนั้นได้ดี แม้แต่ครูผมยังตกใจจนต้องถามว่า เธอไปทำอะไรมา ในปีการศึกษานั้นผมเลยได้รับทุนการศึกษา สาขาการพัฒนาการเรียนเป็นครั้งแรกในชีวิตตอนเป็นนักเรียน ได้รับเงิน ตอนนั้นถือว่าเยอะแล้วสำหรับเด็ก ป 5 ไม่พอครับ แม่ผมให้เงินเพิ่มอีก และบอกว่าถ้าทำได้คะแนนดีๆจะให้เงินรางวัล เป็นพันๆแบบนี้อีก หลังจากนั้นพอถึงวิชาภาษาอังกฤษทุกครั้ง ผมจะได้คะแนนสูงต้นๆมาตลอดตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยมต้นครับ และก็ทวงเงินแม่ได้ทุกครั้งหละน่า แต่พอมาม.ปลาย ผมก็ขอที่บ้านไปเรียนต่อเมืองนอกเลยครับ
ส่วนเรื่องต่อมานะครับ คือการกล้าพูดกับคนต่างชาติของผมครับ ก็หลังจากเกิดเหตุการ์ณแรกไปแล้วนั้น ต่อแม่ครอบครัวผมไปเที่ยวออสเตรเลีย ตอนนั้นก็ยังป.5 และนี่เป็นการออกนอกประเทศครั้งแรกในชีวิต และก็กล้าที่กล้าพูดภาษาอังกฤษกับคนต่างชาติครั้ง แรก ตอนนั้นจำได้ว่าไปเที่ยวชอปปิ้งในห้าง ผมเดินกับแม่และแม่เอาแต่ดูของที่ผมไม่สนใจ ผมก็เบื่อเลยเดินแยกไปทางแผนกอื่นเลย ตอนนั้นเดินเข้าไปดูรองเท้าครับ พนักงานฝรั่งก็เข้ามาหา ทุกวันนี้ผมเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมตอนสมัยนั้น ผมเอาความสามารถมาจากไหนในการสื่อสารอังกฤษ บอกว่าขอลองหน่อย คู่นี้คับไป คู่นี้หลวมไป ตอนนั้นพูดเป็นภาษาอังกฤษเลยครับ ผมยังแปลกใจเลยว่าทำได้ไงว่ะ แต่พูดได้แค่ประโยคตามเท่านั้นแหละครับ และในที่สุด ปีถัดมาเป็นเด็ก ป. 6 ครับ ผมได้มีโอกาศเข้าค่ายฤดูร้อนเด็กนานาชาติ องค์กรหนึ่งชื่อว่า C.I.S.V ย่อมาจาก children international summer village ผมและพี่น้องเข้าค่ายที่นี่บ่อยนับจากนั้นเลยครับ ถ้าใครสนใจลองไปหาข้อมูล สำนักงานในประเทศไทยนะครับ เป็นองค์กรที่ใหญ่มากในโลกและมีมานานหลายสิบปีแล้ว ก่อนผมเกิดอีก ไปดู เอาเองเลย
ผมไปเข้าค่ายเป็นเวลา ที่ปารีส ฝรั่งเศษ อยู่ในค่ายกับเด็กต่างชาติที่เข้าร่วมโครงการอีก คนที่อายุเท่าๆกันจาก ประเทศ เท่ากับประเทศละ ติดต่อสื่อสารกับเพื่อนๆในนั้นด้วยภาษาอังกฤษ อยู่ที่นั่นเพียงเดือนเดียวแต่ได้ประสบการ์ณ์ที่คุ้มมากๆในชีวิต เลยขอไปอีกครั้งในปีถัดมา ตอนนั้นก็ ม 1 แต่เลือกไปสวีเดนแทน และโปรแกรมก็ไม่เหมือนกันแล้วแต่จะไปอยู่กับครอบครัวคู่ฝรั่งของเราเลย
แล้วเค้าก็ได้มาอยู่บ้านเราด้วยในปีถัดมา พอกลับเมืองไทยมาเรียนโรงเรียนไทยเหมือนเดิมครับ
แต่จากประสบการ์ณเหล่านั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมเป็นเด็ก ที่มีพื้นฐานภาษาดีกว่านักเรียน ในโรงเรียนไทยส่วนมาก คือมากกว่ามาตรฐานเด็กไทยในโรงเรียนไทยนะครับ แต่พอขึ้นม.ปลาย ผมจึงตัดสินในบอกแม่ว่า ผมอยากอยู่อเมริกา เพราะผมเกิดที่นั้นตอนเด็กๆ เลยได้สัณชาติมาด้วย ก็เลยไปอยู่ที่นั้นมาอีกสามปีครับ พอกลับมาเมืองไทย ก็ศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญซึ่งเป็นนานาชาติ ถึงแม้จะสังคมแบบไทย แต่ก็ทำให้ผมได้ใช้ภาษาอังกฤษบ่อยๆในห้องเรียนแทนครับ ตอนนี้กำลังจะจบแล้ว หลังจากนั้นก็ไปปักหลักใช้ชีวิตที่ San Francisco ครับ









